วันเสาร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2555

Life for SSD


ปัจจุบันฮาร์ดดิสค์ SSD เป็นที่นิยมมากขึ้นแล้วนะครับทั้งที่ติดตั้งบน Ultrabook และแบบซื้อเพิ่มเติม



          แต่หลายๆท่านน่าจะไม่เคยทราบว่าฮาร์ดดิสก์แบบ SSD นั้นก็มีอยุการใช้งานของมันนะครับไม่ใช่จะเป็นอุปกรณ์ที่สามารถเก็บข้อมูลได้แบบอมตะ เพราะ SSD เองก็มีอายุการใช้งานของมันครับ ยิ่งอ่านหรือเขียนข้อมูลมากก็ยิ่งเสื่อมเร็ว หลักการก็คล้ายๆ กับแบตเตอรี่ที่ยิ่งชาร์ตมากชาร์ตบ่อยก็ยิ่งทำให้เสื่อมไว (แต่ไม่ได้เร็วเหมือนแบตเตอรี่โน้ตบุ๊กนะครับ) ซึ่งถ้าใช้งานทั่วๆไป SSD ตัวนึงก็สามารถใช้งานได้ 3 – 4 ปีสบายๆอยู่แล้ว หรือบางรุ่นเขาจะโฆษณามาเลยว่าสามารถใช้งานได้นานถึง 10ปี เพราะว่าใช้หน่วยความจำพิเศษที่ทนทานกว่า สามารถอ่านเขียนข้อมูลได้มากกว่า แต่ก็มักจะมีราคาสูงกว่า SSD ทั่วๆไป
โดยวันนี้ผมจะมาแนะนำโปรแกรมดีๆที่ช่วยเช็คอายุของ SSD ซึ่งจะมีประโยชน์ที่ช่วยในการวางแผนการใช้งานถ้า SSD ใกล้หมดอายุจะได้เตรียมเปลี่ยน หรือกรณีซื้อมือ 2 มาจะได้เช็คก่อนว่าเจ้าของเก่าใช้งานมานานขนาดไหม คุ้มค่าไหมกับเงินที่จะจ่ายไป ว่าแล้วก็มาลองเช็คกันเลยครับ
SSD Life
โปรแกรมที่ออกแบบมาเพื่อการเช็คสถานะของ SSD โดยเฉพาะ หน้าตาโปรแกรไม่มีอะไรซับซ้อนมากครับหลังจากเปิดโปรแกรมขึ้นมาก็จะโชว์เลยว่า SSD ตัวนี้ใช้งานมากี่ชั่วโมงแล้วสถานะเป็นเช่นไรโดยจะโชว์ออกมาเป็น % เลยนะครับซึ่งถ้าเขียวอยู่ก็ยึงถือว่าโอเคนะครับ แต่ถ้าเสื่อมไปต่กว่า 50% ก็เตรียมเปลี่ยน SSD ได้เลยครับ


ลองใช้งานกันดูนะครับเราเราจะได้กะประมาณการใช้งาน SSD ได้ง่ายขึ้นและจะได้เตรียมตัวก่อน SSD จะหมดสภาพไป ถ้าถ้า SSD หมดสภาพแล้วอย่าหวังนะครับว่าจะกู้ข้อมูลได้ เพราะขอมูลก็จะหายไปพร้อม SSD ที่พังไปด้วยนะครับ


วันจันทร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ด่วน!!!! Windows 8 Release Preview ออกแล้ว


ในที่สุดความคืบหน้าที่เห็นได้ชัดที่สุดของ Windows 8 มันก็มาแล้วครับ นั่นคือ Microsoft ได้เปิดให้ผู้ใช้อย่างเราๆ สามารถดาวน์โหลดWindows 8 Release Preview ไปใช้งานกันได้แล้ว ซึ่งเจ้าตัว Windows 8 Release Preview นี้ก็เรียกได้ว่าเป็นตัว Windows 8 ที่ใกล้สมบูรณ์มากขึ้นไปทุกที โดยจากเท่าที่มีการสืบค้นข้อมูลมา Microsoft ได้จัดการปรับปรุงในส่วนของการทำงานและฟีเจอร์ภายใน Windows 8 ไปพอสมควรทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น
  • จำนวนแอพแบบ Metro ที่เพิ่มขึ้น
  • รองรับการเชื่อมต่อแบบหลายจอได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น
  • Internet Explorer รองรับ Adobe Flash มาในตัว
  • เพิ่มฟีเจอร์ Flip ahead เข้าไปใน Internet Explorer โดยคุณสมบัติหลักๆ ก็คือช่วยให้การใช้งานสะดวกยิ่งขึ้น เช่น แสดงว่าหน้าเว็บไหนที่ผู้ใช้มักจะคลิกเพื่อเข้าไปชมเป็นลำดับถัดไป ซึ่งเบื้องลึกของฟีเจอร์อาจจะต้องรอการทดสอบอีกครั้งครับ
  • สามารถปรับระดับความดังของเสียง, หยุดเพลงชั่วคราว หรือข้ามเพลงได้แม้ล็อกจออยู่
  • ปรับปรุงตัว Windows 8 ให้สามารถดึงความสามารถของทัชแพดออกมาใช้งานได้ดีขึ้น
  • มีตัว Windows 8 Release Preview ให้ดาวน์โหลดด้วยกัน 13 ภาษา แต่ทว่าไม่มีภาษาไทย  (แต่ภายในใช้ภาษาไทยได้ตามปกติครับ แค่คำสั่งต่างๆ ใน Windows 8 จะเป็นภาษาตาม ISO ที่เราดาวน์โหลดมา)



โดยใครที่ต้องการดาวน์โหลด Windows 8 Release Preview ไปทดสอบหรือลองเล่นกันก่อนละก็ สามารถเลือกดาวน์โหลดได้จากลิ้งค์ด้านล่างนี้เลยจ้า


Windows 8 Release Preview 64-bit (3.3 GB)| 
Sha 1 hash — 0xD76AD96773615E8C504F63564AF749469CFCCD57


Windows 8 Release Preview 32-bit (2.5 GB)
Sha 1 hash — 0x8BED436F0959E7120A44BF7C29FF0AA962BDEFC9



ส่วนคีย์ Windows 8 Release Preview นั้น ก็ตามนี้เลย TK8TP-9JN6P-7X7WW-RFFTV-B7QPF
และทางที่ดี ถ้าใครไม่มั่นใจ ลองเช็คดูก่อนครับว่าสเปกเครื่องของตนสามารถใช้งาน Windows 8 Release Preview ได้หรือเปล่า
  • CPU ความเร็วอย่างต่ำ 1.0 GHz
  • RAM อย่างต่ำ 1 GB (32-bit) หรือ 2 GB (64-bit)
  • HDD มีพื้นที่อย่างต่ำ 16 GB (32-bit) หรือ 20 GB (64-bit)
  • การ์ดจอ รองรับ DirectX 9
  • หน้าจอควรจะมีความละเอียดอย่างต่ำ 1024 x 768 เพื่อเข้าใช้งาน Windows Store และใช้งานแอพแบบ Metro
  • มีการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต
ซึ่งถ้าสรุปง่ายๆ เครื่องใครใช้ Windows 7 ได้ ก็สามารถใช้งาน Windows 8 Release Preview ได้อย่างแน่นอน รวมถึง Driver ทุกตัวด้วย (อันนี้ฟันธงครับ ลองมากับตัวเองแล้ว)




Credit Editor by www.notebookspec.com

เพิ่มปุ่มลัด Drive C บน Taskbar ง่ายนิดเดียว!!!

          แม้ Taskbar ของ Windows 7 จะใช้งานสะดวกง่ายดาย โดยเฉพาะการเข้าถึงโฟลเดอร์ ไฟล์ และโปรแกรมต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว แต่มันยังไม่สะดวกนักหากต้องการเข้าถึงฮาร์ดดิสก์ (ไดรฟ์ C: เป็นต้น) จาก Taskbar แถม Windows 7 ยังไม่อนุญาตให้ผู้ใช้ลากฮาร์ดดิสก์ไปวางบนมันได้เหมือนกับโปรแกรมอื่นๆ อีกด้วย แต่อย่าเพิ่งหมดหวัง เพราะในความเป็นจริงคุณสามารถทำได้ อาศัยแค่เทคนิคเพียงนิดหน่อยเท่านั้นตามขั้นตอนต่อไปนีได้เลยครับ




1. ขั้นแรก สร้างไฟล์ข้อความบนเดสก์ทอป โดยคลิกขวาบนพื้นที่ว่างเดกส์ทอปเลือกคำสั่ง New ตามด้วย Text Document
2. จากนั้นเปลี่ยนชื่อไฟล์เป็นชื่อที่ต้องการ ตัวอย่างเช่น Drive C และเปลี่ยนนามสกุลจาก .txt เป็น .exe แทน
3. คราวนี้ให้ใช้เมาส์ลากไอคอนไฟล์ Drive C.exe ที่สร้างบนเดสก์ทอปมาวาง Taskbar



4. คลิกขวาบนไอคอนที่ปรากฎใน Taskbar คลิกขวา Drive C เลือกคำสั่ง Properties



5. คลิกปุ่ม change icon มันอาจจะมีการแสดงข้อความผิดพลาดขึ้นมา แต่ไม่ต้องสนใจ คลิก OK จากนั้นเลือก icon จากหน้าต่าง Change Icon แล้วคลิกปุ่ม OK เพื่อเปลี่ยนรูป icon บน Taskbar 



6. หลังจากเปลี่ยนไอคอนให้กับ Drive C เสร็จแล้ว คุณจะยังอยู่ในหน้าต่าง Properties ให้เปลี่ยนข้อความในช่อง Target จาก C:Usersชื่อผู้ใช้DesktopDrive C.exe เป็นไดรฟ์ที่คุณต้องการ ในตัวอย่างนี้ก็คือ C: 



7. ขั้นตอนสุดท้ายคลิกปุ่ม OK เพื่อจัดเก็บค่ากำหนดการทำงานให้กับไอคอนของ Drive C ที่ตอนนี้ นอนรอให้คุณเรียกใช้งานบน Taskbar ของ Windows 7 แล้ว ถึงขั้นตอนนี้ คุณสามารถลบไฟล์ Drive C.exe บนเดสก์ทอปออกไปได้ด้วย



ทิปนี้จะเป็นการหลอก Taskbar ของ Windows 7 ให้ยอมรับชอร์ทคัทไอคอนของไฟล์ปลอมๆ Drive C.exe (ความเป็นไฟล์ข้อความว่างๆ .txt) จากนั้นแก้ไขไอคอนที่ต้องการ ก่อนที่จะเปลียนเป้าหมายของชอร์ทคัตให้เปิดหน้าต่าง Drive C แทนนั่นเอง


Credit Editor by [เอ.อาร์.ไอ.พี, www.arip.co.th]

วันอังคารที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ดูประวัติการใช้งานไฟล์ต่างๆใน Windows แบบง่ายๆ


           โดยปรกติถ้าใน Windows เมื่อเราต้องการจะดูประวัติการเรียกใช้ไฟล์ต่างๆสามารถดูได้ที่เมนู Start > Recent Items เราก็จะทราบแล้วว่าที่ผ่านมาวินโดวส์ได้เปิดใช้ไฟล์อะไรมาบ้างและสามารถคลิกเรียกไฟล์นั้นมาใช้งานได้อีก แต่มันคงจะดูได้ไม่หมดแน่  เราก็ต้องไปดูที่ โฟลเดอร์ Recent เลยครับ เพราะวินโดวส์ทั้งหลายมักจะเก็บประวัติการใช้งานไว้ที่นี่เกือบทั้งหมด (ซึ่งทีมงานเองก็ใช้การตรวจสอบการใช้งานของ User ทุกท่านที่นี่เพื่อวิเคราะห์สาเหตุอาการนั่นเอง^^)
วิธีการก็ง่ายๆ เพียงกดคีย์ Windows + R เรียกหน้าต่าง Run ขึ้นมา แล้วพิมพ์คำว่า Recent กด Enter



โฟลเดอร์ Recent จะเปิดออกมา เราก็สามารถคลิกเปิดไฟล์ที่เคยใช้มาได้อีกครั้งนึงแล้ว


ซึ่งสามารถเลือกไฟล์แล้วคลิกขวา>Property เลือกดูในแถบ General ได้ว่าไฟล์นั้นๆ เราได้เปิดไปตอนไหน 


ซึ่งข้อดีของการทำเช่นนี้จะทำให้รู้ว่าเราใช้โปรแกรมหรือไฟล์ใดที่มีความเสี่ยงบ้าง (ยกตัวอย่างนะจ๊ อย่างทีมงานก็จะเปิดดูว่า user ได้ติดไวรัสหรือมีการทำอะไรกับเครื่องก่อนเสียไว้ตอนไหน แล้วก็ค่อยมาวิเคราะห์วิธีแก้ โดยให้กระทบกับระบบอย่างน้อยมากที่สุด ^^) 

หวังว่าบทความนี้จะช่วย user หลายๆท่านได้มากเลย แหะๆ ลองเอาไปเล่นดูก็ได้นะ อ้อ......เกือบลืม พยายามอย่าลบ Recent File ออกนะจ๊ เพราะจะได้มีข้อมูลวิเคราะห์เพื่อใช้ในการซ่อมได้ โย่วๆ ^^


วันจันทร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

Facebook Camera โคลนนิ่ง Instagram

                เป็นที่ทราบกันดีว่า Facebook กำลังจะซื้อ Instagram แต่ล่าสุดทางบริษัทได้เปิดตัวแอพฯ บน iPhone ชื่อว่า Facebook Camera เมื่อวานนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถแชร์ภาพที่ถ่ายของตนบนเฟซบุ๊กได้อย่างง่ายดาย ซึ่งจะว่าไปแล้ว Facebook Camera จะมีการทำงาน และหน้าตาของอินเตอร์เฟซคล้ายกับการใช้ Instagram ยังไงยังงั้น



     สำหรับการใช้งาน Facebook Camera เมื่อผู้ใช้เปิดแอพฯ ขึ้นมา มันจะทราบได้ทันทีว่าผู้ใช้คือใคร โดยเฉพาะผู้ใช้ที่ล็อกอินแอพฯเฟซบุ๊กไว้อยู่ในขณะนั้น แถมยังจะถามอีกด้วยว่า คุณต้องการใช้งานภายใต้บัญชีผู้ใช้ดังกล่าว หรือไม่? พร้อมทั้งขออนุญาตติตดาม และระบุตำแหน่งภาพถ่ายของคุณ ซึ่ง Facebook Camera มีความชัดเจนว่าเป็นแอพฯ เกียวกับการถ่ายภาพเพียงอย่างเดียว (ตามชื่อของมัน) โดยที่หน้าโฮมของแอพฯ คุณจะพบว่า มันมีรูป"กล้อง"อยู่มุมบนซ้ายสุดตามด้วยพรีวิวภาพถ่ายขนาดเล็กในอัลบั้มของคุณ ส่วนที่ด้านล่างจะมีฟีดภาพถ่ายของเพื่อนๆ พร้อมด้วย Like และ Comments


          จะให้ผู้ใช้สามารถถ่ายภาพได้จากแอพฯ โดยตรงด้วยการแตะที่ไอคอนรูปกล้อง พร้อมทั้งสามารถแก้ไขภาพถ่ายด้วยอย่างเช่น การปรับตำแหน่งของภาพให้ดูลงตัว และเช่นเดียวกับแอพฯ ถ่ายรูปทั่วไปทีมาพร้อมกับฟิลเตอร์ (filters) มากมายที่จะทำให้ภาพของคุณสวยได้แม้ไม่ใช่มือโปรฯ หลังจากถ่ายภาพด้วย Facebook Camera เสร็จเรียบร้อยแล้ว คุณสามารถแตะภาพดังกล่าว เพื่อโพสต์ข้อความบรรยายของคุณได้ทันที ซึ่งในส่วนของการตังค่า (settings) ต่างๆ คุณสามารถกำหนดให้มันระบุตำแหน่งของสถานที่ที่ถ่ายภาพ ตลอดจนเลือกกลุ่มที่มีสิทธิ์ในการรับชมภาพถ่ายของคุณได้อีกด้วย กล่าวโดยสรุป Facebook Camera แอพฯ ถ่าย และแชร์ภาพ จะให้คุณใช้งานได้ใน 3 ลักษณะก็คือ สืบค้นอัลบั้มภาพถ่ายทั้งหมด ตกแต่งแก้ไขภาพถ่ายให้สวยงาม และอัพโหลด+โพสต์ข้อความภาพถ่ายเหล่านั้นเข้าไปในเฟซบุ๊กของคุณ

ซึ่งสามารถ Download ได้แล้ววันนี้ทั้ง iPhone,iPod และ iPad

ลง Windows 8 ใหม่อีกรอบง่ายแค่ 3 คลิก!!!

ทุกท่านน่าจะเคยใช้ Windows กันมาก่อน ไม่ว่าจะเป็น Windows 7 หรือ Windows XP ก็ตาม หากลองนึกดูว่าถ้าคุณต้องการติดตั้ง Windows ใหม่ จะต้องมีแผ่น Windows และขั้นตอนอะไรบ้าง บางท่านอาจจะบอกว่า ง่ายนิดเดียวแค่ โทรหาเพื่อนแล้วบอกให้ลงใหม่ให้หน่อย หรือยกเครื่องไปที่ร้าน 300 บาททุกอาการ รวมถึงยกมาให้ทีมงานของเราบริการให้เพียงแค่ 2-3 ชั่วโมงก็เรียบร้อย แต่สำหรับ Windows 8 แล้วคุณไม่ต้องทำเช่นนั้นอีกต่อไป เพราะมันง่ายมากๆเพียง 3 คลิก 

เพียงคุณเข้าไปที่ Menu "General" ในหน้า Setting คุณก็สามารถลงเครื่องใหม่ได้โดยการ Click ไม่กี่ครั้ง
จากภาพจะเห็นว่า คุณสามารถ เลือกได้ 2 วิธี นั่นคือ Refresh และ Reset โดยสิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ
Refresh
  • Data file และ การตั้งค่าส่วนตัวของคุณจะไม่ถูกเปลี่ยนแปลง
  • การตั้งค่าของเครื่องจะถูกเปลี่ยนเป็นค่าเริ่มต้น
  • App จาก Windows Store จะยังคงอยู่
  • App ที่คุณติดตั้งเองจะถูกลบ
  • จะมีรายการ App ที่ถูกลบให้คุณดูที่ Desktop หลังจาก Refresh
*กรณีนี้อาจจะทำเพื่อต้องการกลับไปใช้งาน Windows ในตอนเริ่มต้นที่ติดตั้งใหม่ๆ โดยที่ข้อมูลจะไม่หายไป*


Reset
  • Data file และ App จะถูกลบทั้งหมด (แต่สามารถเลือก Drive ที่ลง Windows ได้)
  • การตั้งค่าของเครื่องจะถูกเปลี่ยนเป็นค่าเริ่มต้น
*กรณีนี้ก็จะทำการลบข้อมูลทุกอย่างของ Drive ที่ติดตั้ง Windows ไว้ออกหมด ข้อมูลทุกอย่างนี้รวมถึงงาน รูปภาพ เพลง และอื่นที่ที่อยู่ในไดร้ที่ติดตั้ง Windows ด้วยนะจ๊ะ*

นี่คือสิ่งที่ Smart Phone อย่าง Android และ iPhone เรียกว่า Factory Reset นั่นเอง ว่าง่ายๆ คือการ Restore นั่นแหละครับ ยังไงก่อนทำการเลือกว่าจะต้องการ Refresh หรือ Reset ควรคิดดีๆก่อนและแยกเก็บข้อมูลสำคัญไว้ก่อน เพราะว่าจะกระทบถึงข้อมูลของเราทุกๆกรณี หรือว่าท่านใดอยากรู้รายละเอียดการใช้งานและอยากให้ทีมงานเราสอนให้ก็ยินดีบริการในเวลาทำการครับผม ฟรี!!! นะจะบอกให้ ^^

วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2555


เคยไหม?? ซื้อ USB Flash Drive ยกตัวอย่างเช่นความจุ 16GB พอจะ copy ข้อมูลเราก็จะเข้าไปคลิกขวาแล้วดูความจุที่เหลือว่าเหลือพอที่จะ copy ไฟล์นั้นหรือไม่ หลังจากตรวจสอบกับ Windows มันบอกว่า ไดรฟ์มีความจุทั้งหมดแค่ 14.8GB (Total size) เฮ้ยๆ!!!!! หายไปไหนตั้ง 1.2GB สำหรับหลายๆ ท่านคงจะงงว่ามันหายไปไหน ความจริงคือ มันไม่ได้หายไปไหนครับ แต่…..?? เรามาไขความจริงเรื่องนี้กันดีกว่า

ความจริงไม่ว่าจะเป็น USB Flash Drive ฮาร์ดดิสก์ หรือสตอเรจใดๆ ของคอมพิวเตอร์จะมีการวัดหน่วยความจุเป็น "ไบต์" (Byte) ปัญหาคือ ความจุในหน่วย MB และ GB ของสตอเรจที่เราเห็นกับที่คอมพิวเตอร์เห็นมันไม่เหมือนกัน อ้าวๆ อย่าเพิ่ง งง นะจ๊ะ ตามนิยามพื้นฐานของคอมพิวเตอร์ 1KB เท่ากับ 1024 ไบต์ ดังนั้น 1M ก็คือ 1024KB ดังนั้นความหมายของ 1MB จริงๆ จะเป็นตามความคิดของคอมพิวเตอร์คือ 1,048,576 ไบต์ ไม่ใช่ 1,000,000 ไบต์ตามความคิดของเรา ดังนั้น ความจุ 16GB ของคอมพิวเตอร์มันจึงหมายถึง 17.179,869,184 ไบต์ (16 x 1024 x 1024 x 1024)



อย่างไรก็ตาม ความจุของสตอเรจที่เราเห็น 16GB บนสตอเรจต่างๆ นั้น ผู้ผลิตสตอเรจจะเล่นตลกกับตัวเลขด้วยการมองว่า มันหมายถึงความจุ 16,000,000,000 ไบต์ ซึ่งสอดคล้องกับความคิดของมนุษย์ว่า 1GB หมายถึง 1 พันล้านไบต์ โดยความเป็นจริงความจุของสตอเรจก็จะได้จำนวนไบต์ประมาณ 16,000,000,000 ไบต์หย่อนนิดๆ หน่อยๆ แต่เมื่อ Windows  อ่านความจุ มันจะใช้กติกาเดิมคือ 1024 เท่ากับ 1KB ดังนั้น หากเรานำ 1024 ไปหาร 16,000,000,000 ไบต์ 3 ครั้ง ก็จะได้หน่วย GB ออกมา ซึ่งปรากฎว่า ความจุที่ Windows อ่าน Flash Drive ตัวนี้ได้คือ 14.9GB จะเห็นว่า ตัวเลขที่ได้ใกล้เคียงกับที่แสดงในรูป (14.8GB) ดังนั้น ข้อมูลความจุที่แสดงบนสตอเรจกับที่แสดงใน WIndows จึงเป็นตัวเดียวกัน ไม่ได้โกงแต่อย่างใด ไม่งงนะครับ :D

Credit By [เอ.อาร์.ไอ.พี, www.arip.co.th]